ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

!  เมื่อธุรกิจสามารถทำรายได้อย่างต่อเนื่อง และมีกำไรสะสม บริษัทมักจะมีนโยบายการจ่ายปันผลเพื่อเป็นการแบ่งกำไรกลับคืนสู่ผู้ถือหุ้น การจ่ายปันผลสามารถจ่ายเป็นลักษณะของเงินปันผล หรืออาจจะจ่ายเป็นหุ้นก็ได้ วันนี้ เรามาดูกันครับว่า การจ่ายปันผลแต่ละแบบมีข้อดีอย่างไร

การจ่ายเป็นเงินปันผล 


สำหรับบริษัทใหญ่ ๆ ที่ธุรกิจค่อนข้างจะอยู่ตัว และไม่ได้มีโครงการใหญ่ ๆ ที่จำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก หลายบริษัทมักจะจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นเป็นเงินสด เช่น

ประกาศอัตราการจ่ายปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น หากเรามี 10,000 หุ้นก็หมายความว่า เราจะได้รับเงินปันผล 5,000 บาท แต่เงินปันผลนี้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือเท่ากับว่า เราจะได้รับเงินเข้าบัญชี 4,500 บาท อย่างไรก็ตาม เงินที่ถูกหักภาษีนี้สามารถนำไปขอคืนภาษีได้ครับ หนึ่งในข้อดีของการถือหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ คือ นับว่าเป็นแหล่งสร้างกระแสเงินสดแบบ Passive income ได้ทางหนึ่งการจ่ายปันผลเป็นหุ้น 


จะเป็นการเพิ่มจำนวนหุ้นในบริษัท ทว่ามูลค่ารวมของบริษัทยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จึงส่งผลให้มูลค่าต่อหุ้นลดลง หรือที่เรียกว่า Dilution effect ทั้งนี้ ในด้านของผู้ถือหน่วยลงทุน ถึงแม้ว่ามูลค่าต่อหุ้นจะลดลง แต่ก็ได้รับการชดเชยด้วยจำนวนหุ้นปันผลที่ได้รับเพิ่มขึ้น จึงทำให้มูลค่ารวมยังคงเท่าเดิม โดยหากมองถึงข้อดีในภาพรวมแล้ว จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นในตลาดเป็นการเสริมสภาพคล่องสำหรับบริษัทที่มีหุ้นน้อยได้ทางหนึ่ง

ส่วนใหญ่ การจ่ายปันผลเป็นหุ้นจะจ่ายร่วมกับเงินปันผล เช่น
จ่ายหุ้นปันผลด้วยอัตราส่วน 8 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นปันผล และจ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.0125 บาทต่อหน่วย ดังนั้น หากเราถือหุ้น 10,000 หน่วย ก็จะได้รับหุ้นปันผลเพิ่ม 1,250 หน่วย รวมเป็น 11,250 หน่วย และได้รับเงินปันผล 125 บาท โดยการปันผลก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เช่นเดียวกัน ซึ่งทั่วไปแล้ว หลังการปันผล ราคาหุ้นจะลดลงเนื่องจาก Dilution effect ดังที่กล่าวข้างต้น แต่หลายครั้งที่ราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง (Fair value) เช่น หากราคาตลาดหลังการจ่ายปันผลสูงกว่า Fair value ก็นับเป็นโอกาสที่จะขายทำกำไรได้ครับ

ทั้งนี้ การจ่ายปันผลเป็นหุ้นนับได้ว่าเป็นการให้ทางเลือกกับผู้ถือหุ้น โดยผู้ถือหุ้นสามารถที่จะเลือกได้ว่า จะเก็บหุ้นไว้เพื่อรอให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปตามการเจริญเติบโตของบริษัท หรือจะนำหุ้นปันผลไปขายเพื่อรับเป็นเงินสดก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ในส่วนของบริษัทเอง การจ่ายปันผลเป็นหุ้นบางส่วนจะทำให้มูลค่าธุรกิจคงเหลือสูงกว่าการจ่ายปันผลเป็นเงินสดทั้งหมด และธุรกิจยังมีเงินสดเหลือสำหรับการนำไปใช้หมุนเวียนได้อีกด้วย ทั้งยังเป็นการประหยัดเงินภาษีที่ต้องจ่ายเมื่อเทียบกับการจ่ายปันผลทั้งหมดเป็นเงินสด

ในแง่ของราคาหุ้นในตลาดกับการจ่ายปันผล ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายปันผลเป็นเงิน หรือเป็นหุ้น ในช่วงใกล้ประกาศเงินปันผลจนก่อนถึงวัน XD ราคาหุ้นมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีนักลงทุนที่เข้าซื้อเพื่อต้องการรับปันผล และราคาหุ้นมักจะปรับลดลงตามมูลค่าของการปันผลนับจากวัน XD เพราะผู้ถือหุ้นได้รับสิทธิในการรับเงินปันผลไปแล้ว จึงสามารถขายหุ้นออกเพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นต่อไป โดยราคาหุ้นหลัง XD ควรจะสะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นหลังการจ่ายปันผล

การตัดสินใจว่าการจ่ายปันผลเป็นเงิน หรือจ่ายเป็นหุ้นจะดีกว่ากันนั้น อาจจะขึ้นอยู่กับมุมมองในหลาย ๆ ด้าน เช่น การเพิ่มสภาพคล่องของหุ้น การประหยัดค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัท หรือการที่ผู้ถือหุ้นได้รับสิทธิ์ที่จะถือหุ้นปันผลหรือจะขายเป็นเงิน ทั้งนี้ นักลงทุนระยะยาว อาจจะชอบการปันผลเป็นหุ้น เพราะสามารถถือหุ้นไปยาว ๆ เพื่อรับผลตอบแทนจากการเจริญเติบโตของธุรกิจ ในขณะที่หุ้นที่จ่ายเป็นเงินปันผลจะเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างแหล่งกระแสเงินสดครับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รายระเอียดการจ่ายค่าตอบแทน

ส่วนกำหนดผลประโยชน์และรายระเอียดโครงการ 1.สินค้านำเข้า กำหนดต้นทุนจากแหล่งจ่ายสินค้า คิดรวมค่าขนส่งและภาษี เพื่อกำหนดราคาต้นทุนที่ทางบริษัทต้องจ่าย เพื่อนำสินค้าส่งข้ามประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทางเรือหรือเครื่องบิน 2.ปลายทาง หลังจากสินค้าถูกนำเข้ามาในประเทศแล้ว บริษัทจะจัดส่งให้กับลูกค้าผ่านทางระบบคมนาคมภายในประเทศ และคิดรวมค่าขนส่งและกำไร ที่ลริษัทจะได้รับ 3.นักลงทุน สิ่งที่นักลงทุนได้รับ คือ กำไรจากการลงทุนกับบริษัท เพื่อจัดซื้อสินค้าจากแหล่งผลิตสู่แหล่งจ่ายสินค้า โดยเป็นกำไรที่ได้ทำการตกลงกับทางบริษัทไว้ตั้งแต่ต้นของการเริ่มลงทุน จะได้รับการจ่ายเงินทุกๆ 40 วัน 2 รอบจ่ายหลังจากเริ่มลงทุน พร้อมหักภาษี ณ ที่จ่ายรวม 7 % อัตราแลกเปลี่ยน นับจาก Dividend Yield สูง แต่มีแหล่งที่มาของกำไรที่ไม่สม่ำเสมอ เช่นจะปันผลสูงได้ต่อเมื่อมีกำไรพิเศษ หรือต่อเมื่อสามารถขายสินค้าและบริการได้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม โดยที่สินค้าและบริการนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีการซื้อซ้ำ (Non-Recurring Income) ฉนั้นผลกำไรอาจจะคลาดเคลื่อนได้ 
!!  ส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Shareholders’ Equity เป็นองค์ประกอบทางการเงินที่สำคัญยิ่งของบริษัททุกแห่ง เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจทั้งหมด โดยการเป็นแหล่งทุนเริ่มแรกเพื่อนำไปผลิตสินค้าหรือบริการที่จะกลายเป็นยอดขายให้กับบริษัท เพื่อสร้างผลกำไรให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปไม่รู้จบ ตามหลักบัญชีขั้นพื้นฐาน โครงสร้างทางการเงินของบริษัทจะเป็นไปตามสมการที่ว่า สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า สินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท ถ้าไม่ได้มาด้วยเงินของเจ้าของ (ผู้ถือหุ้น) เอง ก็เกิดจากการก่อหนี้สินเพื่อไปซื้อมา โดยทั่วไป ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจมาแล้วมีผลกำไรตามที่ต้องการ จะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ 1) ทุนชำระแล้ว (เงินทุนที่ผู้ถือหุ้นนำเข้ามาในบริษัทจริงๆ) และ 2) กำไรสะสม (ผลรวมของกำไรสุทธิที่ได้จากการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา) สำหรับการลงทุนในหุ้นซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี แท้จริงแล้ว ก็คือการซื้อมูลค่าของส่วนของผู้ถือหุ้นที่แบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ เท่าๆ กัน (หรือที่เรียกว่า หุ้น) เพื่อให้คนจำนวนมากสามารถร่วมกันเป็นเจ้าของบริษัทได้...